วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
รถยนต์ป้ายแดง
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เหนื่อยทำงาน
เหนื่อย ทำงานใช้แรงงานเหนื่อย บางคนบอกว่านั่งออฟฟิต ติดแอร์เย็นๆ ไม่เหนื่อยหรอก ดูให้ดีนะว่าเหนื่อยหรือไม่เหนื่อย นั่ง ยืน เดิน นอน เป็นอาหารเหนื่อย หรือไม่เหนื่อย เอาเป็นว่าถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่ต้องนอนดีกว่า เพราะถ้ายกอย่างอื่น อาการค้านเกิดขึ้นเยอะ เอาเป็นตัวอย่างว่าถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่ต้องนอนดีกว่าไหม อาการเหนื่อยเป็นอาการที่ดูยาก เพราะแอร์มันบัง มันบอกว่าสบายแต่ว่านั้นแหละเป็นอาหารของความเหนื่อย เมื่อมันเหนื่อยมันก็ทุกข์นั่นแหละ ทุกข์เล็กๆ ทุกข์ประจำวัน ทุกข์ไปเรื่อยๆ ทุกข์สะสม พอรู้อีกทีหมอบอกว่าคุณนั่งมากเกินไปกระดูกเอว เริ่มมีปัญหา เอาแล้วซิ มาถึงตรงนี้ ไหนว่าไม่เหนื่อย ไม่ว่ากันใครคัดค้านก็ไม่เป็นไร จนกระทั้งวันหนึ่งหมอบอกว่า คุณยืนมากเกินไป อาการเข่าชำรุด เอาแล้วซิ นี้มันอะไรกัน มาอีกวันหนึ่งนอนไปนอนว่า คอเคล็ด นี้หมอไม่ต้องบอก บอกตัวเองว่าเจ็บจังเลย ที่กล่าวมามันไม่มีอะไรในกอไผ่เลย แค่สกิดให้เห็นเหนื่อย เมื่อเหนื่อยก็ทุกข์ เมื่อทุกข์ก็คิด เมื่อคิดได้ก็เขียนไปเรื่อยๆ เอาเป็นว่าแชร์กันเล่นๆนะ อาการที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้มันเหนื่อยมันทุกข์ แม้กระทั้งว่าไม่ทำอะไรเลย มันก็เหนื่อย มันก็ทุกข์ แต่เราไม่ค่อยสักเกตคิดกัน จนมาถึงวันหนึ่ง เหนื่อยสะสม จนมีปัญหาก็เลยเข้าใจ แต่ถ้าเราเข้าใจ รู้ ด้วยปัญญาเสียก่อน คิดพิจารณาให้เห็นเสียก่อน ทุกข์มันก็น้อย ไม่ใช่มันไม่ทุกข์ แต่มันทุกข์น้อย เขียนไปเขียนมาก็มีแค่นี้แหละ คิดต่อกันเองว่าเมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว เราบังคับมันไม่ได้เลย แต่มีบางอย่างที่เราสามารถบังคับมันได้ เพราะว่ามันเป็นของเรา นั่นก็คือใจ หรือตัวคิดได้ ยกตัวอย่าง เมื่อเราเห็นว่าเหนื่อยสะสมไปเรื่อย ด้วยอาการนั่ง เมื่อเราคิดได้ว่ามันเป็นอย่างนี้เพราะการสะสม ปรกติถ้าเราไม่คิดไม่เข้าใจเราจะกระวนกระวาย แต่้ถ้าเรารู้เราก็ไม่กระวนกระวาย ใช่หรือไม่ ง่ายเข้าไปอีกก็คือ หากเรารู้ดี ในเรื่องหนึ่งและเราศึกษาค้นคว้าจนแน่ใจ ใครก็ตามมาพูดให้เราฟังในเรื่องนั้น แล้วเขาพูดผิดพูดถูก เราก็แค่รับฟัง เราไม่ไปสนใจ แถมเรายิ้มด้วยความสบายใจเสียอีก เพราะอะไรหรือ เพราะเรารู้ ตัวรู้นี้แหละไม่ทุกข์ มีแต่สุข ไม่ได้หมายความว่าไม่ทุกข์นะ มันทุกข์น้อย ขอจบลงด้วยความสวัสดี ไม่เหนื่อยกันทุกคนที่อ่าน สวัสดี
วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เรื่องของโลก
โลกทุกวันนี้มันมีแต่เสื่อมไป ถ้าเราสังเกตให้ดีดี โลกคือสิ่งที่ดีที่ให้เราอาศัยอยู่ แต่ตัวเรานี้แหละที่ทำให้โลกเปลี่ยนไป เมื่อโลกเปลี่ยนไปเราก็หาดวงจันทร์บ้าง หาในน้ำบ้าง หาหนทางที่จะไปอยู่ แต่เราไม่เคยคิดจะปรับปรุงโลกนี้ให้น่าอยู่เหมือนเดิมบ้างเลย ความเสื่อมของโลกมันก็เป็นธรรมดา อะไรก็ตามเมื่อเกิดขึ้นมันก็ต้องเสื่อมไปและสลายไป แต่โลกพิเศษ อยู่ได้นานมาก รุ่นแล้วรุ่นเล่าตายไปแต่โลกคงอยู่ได้ ประเด็นที่จะกล่าวคือ โลกมีคุณ และโลกมีโทษ หากเราเป็นหนึ่งที่อยู่บนโลก ก็ต้องหาวิธีอยู่กับโลกนี้ให้สบายที่สุด ก่อนที่ตัวจะตาย เราจะไปพึ่งพาผู้นำระดับโลกต่างๆนั้น หาใช่สุขไม่ เราจะสุขเราจะทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเราเอง แต่พวกผู้นำเหล่านั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง หรือเศษเสี้ยวหนึ่งที่มีผลกระทบต่อเราเท่านั้น อย่างทุกวันนี้โลกของเรามีแต่แพง แพงกับเทคโนโลยี มีแต่ร้อน มีแต่หนาว ทั้งหมดเริ่มที่จะเป็นแบบสุดสุด คือ ร้อนตาย หนาวตาย อดตาย แต่บางที่ก็ตายหมู่ เพราะอะไรที่ทำให้เป็นอย่างนั้นเพราะโลกมีคุณก็มีโทษ แต่โทษของโลกก็เจือปนด้วยการให้ คือให้รู้ ให้เห็นตัวอย่างและปรับตัว ปรับปรุง เพื่อให้มีสุข แต่กี่คนเล่าที่จะคิด ด้วยปัญญารู้ว่า นั่นนะโลกเขาเตือนแล้ว หากเราเป็นหนึ่งที่รู้ มีปัญญาเห็น เข้าใจก็เริ่มต้นในการปรับเสียแต่วันนี้เถิด แล้วจะปรับอะไรละ ไม่เห็นเข้าใจเลย ก็ต้องบอกว่าปรับตัวให้เราสุข ปรับชีวิตประจำวันให้สุข ประชุมร่วมความคิดในครอบครัวเพื่อให้สุข รวมพลังกายทำให้สุข ไม่ต้องเอาคนอื่นเอาในครอบครัว เอาญาติสนิท มิตรสหายเรานั่นแหละ คงจะเข้าใจกันนะ เพราะถ้าอธิบายต่างคนก็ต่างความคิด ต่างคนก็ต่างความเห็น มันจะมีอะไรดี สิ่งที่ดีคือสิ่งที่เรารู้และเราคิด เมื่อคิดได้แล้วเราลงมือทำ เมื่อทำแล้วก็สุข ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านสุขจนวันตาย อย่าให้ได้มีทุกข์เลย สวัสดี
เปิดทอมความตาย
เปิดเทอม เปิดใจ เปิดทุกข์ เปิดสุข เปิดให้หมดไปเลย วันนี้วันเปิดเรียนของลูกๆเป็นวันแรก พ่อแม่ที่รักลูกก็จะหาทุกอย่างให้ลูก ทำเพื่อลูก อะไรที่ลูกอยากได้ก็หาให้โดยไม่มีการปริปากบ่น หากจะดูข่าวก็จะนำทองไปจำนำบ้าง กู้ยืมบ้าง เพื่อลูก รักลูก นี้แหละพ่อแม่ คนที่เป็นพ่อแม่แล้วก็จะเข้าใจ ลูกที่ยังเป็นลูกสักวันหนึ่งก็จะเข้าใจเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่เอง มันก็วนเวียนกันอย่างนี้ ไปตามการเวลา ชวิตของคนไทยดูแล้วจะน่ารักและน่าอิจจา มากที่สุด เป็นสังคมไทยที่รักเกินคำบรรยาย หาคำว่ารักจากไหนอีกไม่ได้อีกแล้ว ครอบครัวไทยมีการเมตตา ครอบครัวไทยมีความซาบซี้งใจเป็นที่สุด ดังนั้นพ่อแม่คือพรหมของบุตร บุญคุณพ่อแม่จะทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่หมด พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ว่า ไม่ว่าจะให้อะไรกับพ่อแม่ที่เป็นของเลิศเล่อสักเพียงใด ก็ทดแทนพระคุณของพ่อแม่ไม่หมด สิ่งเดียวที่จะทดแทนพระคุณของพ่อแม่ได้นั่นมีเพียงอย่างเดียว คือให้ธรรมะแก่พ่อแม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะรักลูกมากจนตัวเองเป็นทุกข์หนักก็ยอม หรือจะกล่าวว่า ความรักทำให้คนตาบอด ทำไม่ถึงพูดอย่างนี้ เหตุผลก็คือ เกิดแก่เจ็บตาย รักลูกจนลืมว่าตัวเองต้องตาย แม้ถึงตายก็ยอมเพื่อลูก แล้วก็ส่วนใหญ่เวลาพ่อแม่จะตายก็เฝ้ารอลูกให้ลูกกลับมาเพื่อได้เห็นหน้าอีกครั้ง จนจิตก่อนตายของพ่อแม่ ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด เวลาจะไกล้ตายนี้นั้นพระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า หากจิตคิดถึงกุศลก็จะไปเกิดบนสวรรค์ หากจิตคิดอกุศลก็ไปลงอบายภูมิ หากจิตห่วงตอนก่อนตายห่วงนี้ห่วงนั้นก็จะต้องสอบสวนก่อนแล้วตัดสินว่าไปสวรรค์หรืออบายภูมิ หากจิตตายก่อนอายุขัยก็เป็นสัมภเวสี ดังนั้นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ของเราทุกคนนั้นก็ให้ธรรมะแก่พ่อแม่ ธรรมะนั้น ไม่มีอะไรยากมากมายหรอก แค่ทำตัวเป็นคนดี ทำตัวไม่ให้พ่อแม่ห่วง พาพ่อแม่ไปวัดบ้าง สรุปความว่าธรรมะนั้นมันกว้างมาก หากจะพูดไปก็จะคัดค้านขึ้น ดังนั้นจะกล่าวไว้เป็นแนวว่า ทำตัวเป็นคนดี ให้ธรรมะสักข้อแก่พ่อแม่นั้นคือความตาย บอกกล่าวท่านให้เข้าใจในความรัก ว่าถึงพ่อแม่จะรักเพียงใด ลูกและพ่อแม่ก็ต้องตาย ลูกอาจจะตายก่อนพ่อก่อนแม่ หรือแม่พ่ออาจจะตายก่อนก็ได้ ยังไงเสียเรื่องตายไม่ต้องห่วง ลูกจะเป็นคนดีของสังคม แล้วปฏิบัติให้พ่อแม่เห็น ทำบ่อยๆปฏิบัติบ่อย เพราะคนเราไม่ทราบวันตาย ความตายเป็นของเที่ยงแต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง คือ ตายแน่นอนทุกคนต้องตายมีใครบ้างที่ไม่ตาย แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ดับขันธ์ปรินิพพาน คือพูดง่ายๆว่าท่านก็ตายแต่ความตายของท่านไม่มีการเกิดอีกแล้ว ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ว่าอยากประมาท เพราะความตายตายแน่ แต่ตายแล้วจะไปไหนก็ เลือกเอาเอง มีให้เลือกได้ดังนี้ อบายภูมิ เทวดา นางฟ้า พรหม นิพพาน มนุษย์ เมื่อเลือกแล้วก็ปฏิบัติ ตามพระพุทธเจ้าสอนให้ได้ ไปศึกษาค้นคว้าเอาเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหนอื่นไกลหรอก ในพระไตรปิฏกนั้นแหละดีที่สุด สวัสดี
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ยารักษาโรค
ยารักษาโรค ปัจจุบันนี้ยารักษาโรค เป็นสิ่งจำเป็นเหลือเกิน จะเห็นได้ทุกบ้านมีตู้ยาสามัญประจำบ้านไว้ติดบ้านเป็นส่วนใหญ่ พลพรรคหรือพรรคพวก ความดันโลหิตสูงเกือบทุกคน บางคนก็ต้องกินยาความดันตลอดชีวิต บางคนอ้วน ยาเยอะมากจริงๆ บางคนกินกันเป็นกำๆ เพราะอะไรหรือ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่าไปก็น่าสงสารนะ มันไม่ใช่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรอก เพราะเหตุและปัจจัย เหตุคือกินเยอะไม่เลือก ปัจจัยคือมีเงินจะกิน ว่าไปว่ามาใช่หรือเปล่าเนี้ย เหตุผลสำคัญคือเราไม่มีตัวรู้ หรือปัญญากำกับ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ เราไม่ใช่หมอสักหน่อยนี้ เราไม่สบายก็ไปหาหมอซิ เขาว่าอย่างนั้น อันนี้ก็ไม่เถียง แต่ของแย้งหน่อยซิ เวลาไปถึงหมอ หมอถามเราหรือเปล่าว่าเป็นมากี่วันแล้ว ถ่ายกี่ครั้ง ฉี่กี่ครั้ง ไอหรือเปล่า มีน้ำหมูกหรือเปล่า เจ็บตรงไหนบ้าง อันที่กล่าวมาแล้วนี้เราเคยมีปัญญารู้ ถามตัวเองบ้างหรือเปล่า เวลาฉี่เราเคยสักเกตุหรือไม่ว่าสีขาว หรือสีแดง เราเคยสักเกตหรือไม่ว่าวันหนึ่งๆเรากินอะไรไปบ้าง ยกตัวอย่างถ้าถ่ายไม่คล่อง เราเคยทดลองกินผักบ้างหรือเปล่า เราเคยเรียนอาหารห้าหมู่ตอนเราอยู่ชั้นป. ไหน ถามตัวเองซิเคยออกกำลังกายบ้างหรือเปล่า ตัวปัญญา ตัวรู้นี้แหละที่จะทำให้เราทุกข์น้อย แล้วทำอย่างนี้มันไม่ป่วยหรือ ก็ต้องตอบว่าทุกข์น้อย อาการหนักก็ไปหาหมอนั่นแหละถูกแล้ว แต่ว่ากล่าวไปแล้วว่าหมอถามเราหรือเปล่าเวลารักษา แสดงว่าเหตุมันเกิดจากเรา หมอรักษาปลายเหตุ เมื่อเหตุมันลุกลามจนทนไม่ไหวแล้ว เมื่อไฟไหม้ก็ดับไฟเสียแต่ต้นลม อย่าให้มันลุกลามไปซิ ไม่ได้ว่าอะไรเนี้ยไปหาหมอ เอาเป็นว่าป่วยไข้ไม่สบายทุกข์อยู่แล้ว ไม่สุขหรอก ทุกหนักด้วยเพราะทำงานไม่ได้ เสียเงินหาหมออีกต่างหาก งานก็ไม่ได้ทำ มีประกันครับ แล้วที่ทำประกันเอาไว้ไม่จ่ายเงินหรืออย่างไร จ่ายแพงเสียด้วยซ้ำ จ่ายก่อนด้วยซ้ำ ปัญญารู้หรือไม่ละ เอาเป็นว่าแนะนำหน่อยนะเรื่องนี้คือว่าเท่าที่รู้ร่างกายมันร้อน ดูได้จากฉี่ตัวเองหากเป็นสีแดงแสดงว่าเริ่มที่จะร้อนแล้วก็ปรับเรื่องอาหารซะ กินผักหรือผลไม้เย็นๆเข้าไป ผู้เขียนเองก็ดีท๊อกด้วยกาแฟนะจะรู้สึกว่าดี อันนี้แนะนำไม่ได้ให้ทำ ให้รู้ ทดลองดูก็ได้ ผู้เขียนทำมาหลายปีไม่ตาย มีแต่ดี เอาเป็นว่าใช้ปัญญารู้ก่อน หากหนักเกินก็ไปหาหมอ ไม่ใช่อะไรอะไรก็หมอครับ ผมป่วย ใช้ปัญญา ตัวรู้ แล้วจะรู้ว่าเราทุกข์น้อยลง สวัสดี
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
เครื่องนุ่งห่ม หรือพูดง่ายๆว่าเสื้อผ้า คนเรายุคนี้ต้องใส่เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ใส่ต้องเป็น bandname หรือเสื้อผ้าทั่วไป คนมีปัญญาย่อมเลือกหาซื้อได้ถูกต้อง คนปัญญาน้อยก็ทุกข์หนัก คนปัญญามากก็ทุกข์น้อย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับปัญญาละ ปัญญาแปลว่าตัวรู้ ถ้าคนเราเกิดมาไม่รู้ก็บ้า แต่ให้ตัวรู้หรือปัญญานี้แหละจะมากหรือน้อยก็ของแต่ละคน แต่ว่าแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ชนชั้นต่างกัน ฐานะต่างกัน แต่ปัญญาตัวรู้นี้แหละ สามารถบังคับได้ หรือพูดง่ายๆว่าเราบัญชามันได้ สั่งการมันได้ มีมาเท่ากัน ไม่ว่าชนชั้นใด ได้ได้เปรียบเสียเปรียบก็ไม่ต่างกันมากนัก ทำไม่ถึงพูดอย่างนี้ คนเราเสียค่าใช้จ่ายกับเสื้อผ้าปีหนึ่งมากมายเหลือเกิน บางคนเกินความจำเป็น บางคนเปลี่ยนบ่อยมาก บางคนซื้อแพงมาก อันนี้ไม่ว่ากัน ใครมีเงินซื้อก็ซื้อไป คนไม่มีเงินซื้อก็ไม่ต้องใส่ แต่ว่าถ้าคิดว่าเราทุกข์หรือเปล่า กว่าเราจะได้เงินมาซื้อเสื้อผ้าใส่มันสุขหรือมันทุกข์ บางคนบอกว่าไม่ทุกข์ขอพ่อแม่ พ่อแม่หาเงินมาได้อย่างไร บางคนบอกว่าเงินมรดก ถามว่าปู่่ย่าตายายที่หาไว้ให้มันทุกข์หรือเปล่าละ เมื่อเรามีปัญญารู้ว่ายังไงที่เราใส่เราต้องหาซื้อมา เมื่อหาซื้อมาจะได้มาจากไหนก็ตามมันทุกข์ เมื่อรู้ได้เช่นนี้เราก็จะเลือกซื้อเสื้อผ้าได้ถูกต้อง เมื่อเลือกได้ถูกต้องเราก็ทุกข์น้อยลง เงินเหลือเก็บมากขึ้นก็สุข เมื่อสุขก็แบ่งสุขขึ้นไปได้อีก เพราะเรามีปัญญารู้ว่า ยกตัวอย่างมีรองเท้าคู่เดียว ซื้อมาก็ไม่ถูกและไม่แพง แต่เมื่อรู้ก็ใส่ให้มันขาดไปก่อนค่อยหาซื้อมาใหม่ เห็นร้องเท้าของใครใหม่ สวย แพง เราก็รู้ว่าเขาซื้อมาด้วยความทุกข์ เขาจะซื้อด้วยทุกข์หรือมีเงินมากก็เรื่องของเขา แต่ตัวเราเรามีปัญญารู้แล้วว่าเราไม่ทุกข์ ใครจะทุกข์ หรือใครจะสุขก็เรื่องของเขา เราไม่ได้ไปทุกข์ไปสุขกับเขาด้วยสักหน่อย เมื่อคิดได้อย่างนี้เราก็สบายใจเมื่อเราสบายใจเราก็สุข สุขจากตัวเราดีที่สุด เพราะอะไรเพราะสุขนาน แต่ถ้าเพื่อนหรือคนอื่นทำให้เราสุข มันสุขได้ไม่นานหรอก ใช้ปัญญาตัวรู้คิดดูซิ สวัสดี
บ้านที่อยู่อาศัย
ที่อยู่อาศัยปัจจัยหนึ่งที่คนเราจะต้องมี มีเป็นของตัวเอง หรือมีแบบเช่าเขาอยู่แต่ทั้งสองอย่างต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ไอ้ที่คิดว่าจะไปพลอยเขาอยู่ อย่างนี้ดีเหมือนกันแต่มันจะทุกข์มาทีหลัง ทกุข์อย่างไรทุกข์ตั้งแต่คิดจะไปพลอยเขาอยู่ก่อนแล้ว เอาละจะมีหรือไม่มีแต่ก็ต้องหาที่ซุกหัวนอนก็แล้วกัน หาให้ได้ ที่อยู่อาศัยนี้ก็ดีนะถ้าหลังใหญ่ๆ หลังเล็กก็ดี เช่าก็ดี ไม่เช่าก็ดี มันดีกันแค่นอน ไม่นอนได้ไหมต้องตอบว่าไม่ได้ ร่างกายมันต้องพักผ่อน นี้ห้องนอน ที่อยู่ต้องมีห้องอาหาร ห้องอาหารต้องมีหรือเปล่าต้องตอบว่าต้องมีห้องครัวไว้ปรุงอาหาร ห้องน้ำต้องมีไหมต้องตอบว่าต้องมีเพราะต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ห้องนั่งเล่นถามว่าต้องมีไหม ต้องตอบว่าไม่รู้ บริเวณบ้านต้องมีไหม ต้องตอบว่าไม่รู้ เอาเป็นเขียนไปเขียนไปผู้เขียนมึนเอง เอาเป็นว่า ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะต้องไปหาเงินมาเพิ่มหรือเป็นหนี้ต้องตัดออกไป อะไรจำเป็นอะไรไม่จำเป็น ไอ้ซื้อบ้านผ่อนตลอดชีวิตอย่างนี้ทุกข์หนัก ผ่อนต่อเดือน ต่อปี ต่อชีวิต อย่างนี้ทุกข์หนัก ปัญญาคือตัวรู้ รู้เสียอย่าง ไม่ทุกข์ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ สวัสดี
เรื่องอาหาร
อาหารคือปัจจัยหนึ่งที่เราดำรงชีวิตอยู่ได้ หากไม่มีอาหารก็หมายถึงความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ทุกข์ที่ว่านี้ก็คือโรคหิว หากมีอาหารกินแต่กินไม่ครบห้าหมู่ ก็มีทุกข์อีก คือโรคขาดสารอาหาร ดังนั้นอาหารคือสิ่งจำเป็นที่เราต้องกิน แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทานอาหาร สมัยนี้อาหารแพง นี้ก็ทุกข์อีกเพราะต้องหาเงินมาเพิ่มเพื่อที่จะหาอาหารกิน ไม่มีอาหารก็เป็นโรค กินอาหารมากเกินไปก็เป็นโรค อาจจะกล่าวได้ว่ากินก็ทุกข์ ไม่กินก็ทุกข์ เป็นอันว่าอาหารคือสิ่งจำเป็นต้องกินจนตาย แม้แต่ป่วยไข้ไม่สบายก็ต้องกิน จะหยุดกินอาหารนั้นไม่ได้ แล้วจะเขียนทำไมเพราะทุกคนก็ทราบแล้ว ไอ้ที่เขียนนี้เพื่อว่าให้ทุกข์น้อยหน่อยก็เท่านั้นเอง ไม่กินก็ทุกข์ กินก็ทุกข์ ดังนั้นขอแนะนำว่ากินด้วยปัญญา ปัญญาแปลว่ารู้ เมื่อรู้ก็ไม่โง่ ใครเขาจะว่าอย่างไรเราไม่โง่เสียอย่างเดียวเราก็เป็นสุข ถึงจะสุขปนทุกข์ก็ช่างเถอะแต่ให้สุขไว้ก่อน ไม่มีใครอยากทุกข์ เข้าเรื่องดีกว่า หากเราเข้าใจการกินอาหารดังที่กล่าวมาแล้วคือ กินทุกวัน วันละ 2-3 มื้อ และต้องกินทุกวัน ถ้าเราไม่โง่เรากินแค่อิ่ม แล้วไอ้อิ่มมันแค่ไหนกันละ ก็แค่เที่ยง กินเที่ยง เย็นกินเสร็จนอนอิ่มแค่ไหน ก็แค่ปัญญาแค่นั้นเอง มันจะสุขอย่าบอกใครเชียว แต่มันไม่อร่อยนี้ขอรับ ก็บอกว่าไม่ทุกข์ไม่ลำบากไม่ปวดหัวต้องหาเงินเพิ่ม จะเอาอร่อยหรือไม่ทุกข์ จะเอาทุกข์แต่อร่อย ปัญญาเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสิน ไม่โง่เสียอย่างเดียวก็ฉลาด สวัสดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






